น้องไมเอ๊ย ทำไมเจ๊จะไม่เข้าใจที่แกพูด
แต่เธอก็มองโลกในแง่ร้ายจริงๆ มิรู้ใครไปปลูกฝังมา
คำพูดที่เธอเรียนรู้มานั้น เค้าใช้เพื่อกระตุ้นเพื่อให้เด็กตั้งใจเรียน ...
แต่หารู้ไม่ว่า เด็กก็ใสซื่อบริสุทธิ์ มองอะไรด้านเดียว (อย่างที่เธอเป็นอยู่)
แต่ในความเป็นจริง เวลาสมัครงานเขาแทบจะไม่มองชื่อโรงเรียนด้วยซ้ำไป
จะมีมองบ้างก็ชื่อมหาวิทยาลัยที่จบมา (สำหรับองค์กรที่บ้าสี) แล้วเค้าก็ดูที่GPA ว่าแค่ไหน
ซึ่ง Standard ก็จะไม่เท่ากันในแต่ละมหาวิทยาลัย ฝ่าย human resources ก็จะประเมินอีกที เช่นถ้ามาจากจุฬา ธรรมศาสตร์ อาจจะตัดที่ 2.5 ABAC ตัดที่ 2.7 ม.กรุงเทพ หอการค้า ตัดที่ 3.0 แล้วเค้าก็เรียกไปสัมภาษณ์ ซึ่งมันสำคัญมากกว่าคะแนน และ มหาวิทยาลัยที่จบเสียอีก
ถ้าจบจากเมืองนอก เขาก็จะดูที่อ้นดับการยอมรับของ university นั้นๆ
สุดท้ายก่อนที่เธอจะคิดว่าเจ๊ไม่เข้าใจสังคมปัจจุบัน
เจ๊เฉลยก่อนดีกว่า ว่าตั้งแต่เรียนจบมา ขีวิตก็วนเวียนอยู่กับเรื่องการศึกษา คอยเก็บข้อมูลมาตลอด แลกเปลี่ยนข่าวสารกับครู และ ดูความเป็นไปในวงการสอนพิเศษเป็นประจำ หาข้อดีข้อเสียของแต่ละแห่ง ว่าที่เขาว่าสอนดีเป็นอย่างไร สอนไม่ได้เป็นอย่างไร
แล้วสุดท้ายเจ๊ก็พบความจริงที่โหดร้ายว่า Tutor ที่พวกเธอว่าสอนดีหน่ะ ชอบที่จะสรุปแล้วก็ชี้นำให้เห็นถึงคำตอบ ทำให้เข้าใจได้ง่าย เวลาเรียนมึความสุข เพราะการสอนเป็นห้องใหญ่จะต้องชี้นำ เช่น
ยังจำเรื่องนี้ได้ไหม ที่พูดว่า ...
เห็นโจทย์ข้อนี้ ตรงคำนี้ไหม มันน่าจะเป็นเรื่อง......
เก่งมากทุกคน ต่อไป ข้อนี้เป็นข้อสอบ...ของปี.... ไม่ยากเลยใช่ไหม ตรงกับเรื่องที่เพิ่งสอนไปเลย ที่ว่า..... หวังว่าทุกคนคงจำได้
หาได้สอนให้เข้าใจและรู้จริงไม่ เพราะถ้าเรียนแบบไม่ชี้นำ สอนให้เด็กรู้จักคิด รู้จักวิเคราะห์ มันจะต้องใช้เวลามาก แล้วถ้ามีคนใดคนหนึ่งไม่เข้าใจ ก็จะต้องเสียเวลาไปอธิบาย และผู้เรียนก็จะรู้สึกเหนื่อย และดูเหมือนว่าข้อสอบยาก ถ้าปล่อยให้คิดเอง แต่นั่นแหละที่จะทำให้เกิดปัญญา (แต่ส่วนใหญ่ก็ไม่ชอบ บอกว่าไม่ดี สอนแล้วไม่เข้าใจ ...)
ไม่เหมือนการชี้นำ มีการเตรียมคำพูดมาแล้ว สอนให้ทุกคนเข้าใจได้ง่ายๆ จะได้ไม่มีคำถาม พอทุกคนเข้าใจในห้องก็จบ ไม่แคร์หรอกว่าจะไปทำข้อสอบเองได้หรือไม่ เพราะนักเรียนสมัยนี้มักจะไม่โทษ tutor ที่สอนแล้วคนทำข้อสอบไม่ได้ แต่จะโทษตัวเองว่าทำไม่ได้เองมากกว่า (ทั้งๆที่จริงๆแล้ว tutor นั่นแหละที่สอนให้เด็กไม่รู้จักคิด) เสมือนการเคี้ยวให้ แล้วนักเรียนก็มีหน้าที่อ้าปากคอยรับอาหารอย่างเดียว
อาชีพปัจจุบันของเจ๊ ก็คือ Tutor กวดวิชานั่นเอง (แต่สำหรับเด็กมหาวิทยาลัย มิใช่ entrance) สอนมาก็น่าจะเท่ากับอายุของเธอ (since 1995) แล้วทำไมเจ๊จะไม่เข้าใจเรื่องแค่นี้
